loader

ข่าวสารและข้อเสนอสินเชื่อ1

News image

กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย” ในวันนี้ เพื่อจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและชุดนักเรียนในราคาพิเศษ ณ ร้านค้าธงฟ้าจำนวน 878 แห่งทั่วประเทศ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในช่วงก่อนเปิดภาคเรียนใหม่

“แคมเปญนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการมอบความช่วยเหลือทางการเงินอย่างเร่งด่วนแก่ครัวเรือนต่างๆ” นายณรูชา โคสาซิวะ ผู้อำนวยการกรมการปกครอง กล่าว

นายณรูชาได้ออกคำสั่งเร่งด่วนไปยังหน่วยงานระดับจังหวัดและระดับอำเภอ เพื่อให้มั่นใจถึงความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเปิดตัวโครงการนี้

ศูนย์จำหน่ายสินค้าหลักจะตั้งอยู่ที่ที่ทำการปกครองอำเภอในทุกๆ 878 อำเภอทั่วประเทศ

โครงการริเริ่มนี้ได้รับความร่วมมือจากยักษ์ใหญ่ในวงการค้าปลีกและค้าส่งรายสำคัญหลายราย ได้แก่ Makro, Lotus’s, Big C, Tops และ Go Wholesale

เนื่องจากใกล้จะถึงช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ การเปิดตัวโครงการในเดือนพฤษภาคมนี้จึงมาในธีม “Back to School” (ต้อนรับเปิดเทอม) โดยนอกเหนือจากสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันแล้ว จุดจำหน่ายสินค้าเหล่านี้ยังจะมีชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนวางจำหน่ายในราคาที่ลดพิเศษอย่างมากอีกด้วย

จะมีสินค้าจำเป็นวางจำหน่ายกว่า 3,000 รายการ ซึ่งรวมถึงข้าวและน้ำมันพืชสำหรับประกอบอาหาร ไข่สด ผงซักฟอกและน้ำยาทำความสะอาดบ้านเรือน ตลอดจนชุดนักเรียนและเครื่องเขียนต่างๆ

นายณรูชาเปิดเผยว่า การจำหน่ายสินค้าตามโครงการนี้จะจัดขึ้นทุกวันศุกร์ตลอดทั้งเดือนพฤษภาคม

เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสินค้า กระทรวงฯ กำลังขยายขอบเขตของโครงการไปยังแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและบริการจัดส่งสินค้ารายใหญ่ต่างๆ อาทิ Shopee, Lazada, TikTok, GrabMart และ LINE MAN

“ระยะที่สองของโครงการนี้จะมีเป้าหมายเพื่อช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในท้องถิ่น” นายณรูชา กล่าว

จะมีผู้ประกอบการ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 2,000 ราย ได้รับการเชื่อมโยงเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เพื่อช่วยขยายช่องทางการตลาดและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

เพื่อสนับสนุนการปรับตัวเข้าสู่ระบบออนไลน์นี้ รัฐบาลจะรับผิดชอบค่าจัดส่งสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SMEs โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งแจกคูปองส่วนลดมูลค่าใบละ 100 บาท จำนวน 500,000 ใบ ให้แก่ผู้บริโภค ในขณะที่แพลตฟอร์มเอกชนต่างๆ ก็ได้ตกลงที่จะยกเว้นค่าธรรมเนียม GP (Gross Profit) เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานให้กับผู้ขายสินค้าลงไปได้อีกทางหนึ่ง

News image

แม้กระทรวงศึกษาธิการจะมีนโยบายอนุญาตให้นักเรียนเลือกที่จะไม่สวมเครื่องแบบลูกเสือเต็มชุดได้ เพื่อเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงิน ทว่าโรงเรียนจำนวนมากยังคงบังคับให้นักเรียนต้องสวมเครื่องแบบเต็มชุดเช่นเดิม ซึ่งส่งผลให้ผู้ปกครองต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงเกินกว่า 1,000 บาทต่อบุตรหลานหนึ่งคน

เมื่อวานนี้ ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและพบว่าภาระค่าใช้จ่ายสำหรับชุดลูกเสือและเนตรนารียังคงเป็นภาระหนักอึ้งสำหรับหลายครอบครัวในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่นี้

แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหลายยุคสมัยจะเคยประกาศนโยบายระบุว่า การสวมชุดลูกเสือแบบเต็มยศนั้นไม่ใช่ข้อบังคับที่เคร่งครัดตายตัว แต่ในทางปฏิบัติจริง โรงเรียนส่วนใหญ่ก็ยังคงกำหนดให้นักเรียนต้องแต่งกายด้วยชุดเต็มรูปแบบครบชุดอยู่ดี

จากการสำรวจร้านจำหน่ายชุดนักเรียนในย่านสะพานใหม่ของกรุงเทพฯ พบว่าชุดลูกเสือแบบครบชุดยังคงได้รับความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง นายชัยรัตน์ คุณากรจิตติรักษ์ เจ้าของร้านรายหนึ่งระบุว่า ผู้ปกครองยังคงเลือกซื้อชุดแบบครบเซ็ตโดยไม่มีการลดทอนอุปกรณ์ประกอบชิ้นใดลงเลย แม้ว่าจะมีแนวทางผ่อนปรนจากทางกระทรวงออกมาแล้วก็ตาม

ผลกระทบด้านค่าใช้จ่ายนี้มีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละระดับชั้น สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง 3 ค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างต่ำ เนื่องจากโดยปกติแล้วนักเรียนกลุ่มนี้จะสวมเพียงชุดนักเรียนปกติ แล้วสวมทับด้วยผ้าพันคอ วอกเกิล (ห่วงรัดผ้าพันคอ) และหมวกลูกเสือ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ประมาณ 100 บาทเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง 6 กลับต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ามาก เนื่องจากถูกกำหนดให้ต้องสวมชุดลูกเสือแบบเต็มยศ ซึ่งประกอบด้วยเสื้อ กางเกงหรือกระโปรง หมวก ผ้าพันคอ วอกเกิล เข็มขัด และถุงเท้าสีกากีสำหรับนักเรียนชาย โดยค่าใช้จ่ายรวมสำหรับชุดเหล่านี้มักจะพุ่งสูงเกินกว่า 1,000 บาท

ค่าใช้จ่ายจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีกสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 3 ซึ่งจำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ประกอบเพิ่มเติม เช่น อินทรธนู พู่ประดับ และหมวกลูกเสือรูปแบบใหม่ ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมเพิ่มขึ้นไปอีกราว 150 บาท โดยผู้ปกครองจำนวนมากต่างยอมรับว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับชุดลูกเสือเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในรายการค่าใช้จ่ายที่หนักหนาสาหัสที่สุดในช่วงฤดูกาลเปิดภาคเรียนใหม่นี้

แม้ว่าบางครอบครัวจะพยายามหันไปพึ่งพาชุดมือสองหรือชุดที่ได้รับบริจาคมาใช้แทน แต่ปัญหาเรื่องสีซีดจาง ขนาดที่ไม่พอดีตัว และแรงกดดันจากเพื่อนร่วมชั้นเรียน มักจะส่งผลให้พวกเขาต้องจำใจซื้อชุดใหม่ครบชุดมาใช้ในท้ายที่สุดอยู่ดี

ครูผู้ฝึกสอนลูกเสือท่านหนึ่งในโรงเรียนสังกัดรัฐบาลได้ชี้ให้เห็นว่า แนวทางปฏิบัติของกระทรวงศึกษาธิการนั้นยังคงมีความคลุมเครืออยู่มาก โดยตั้งข้อสังเกตว่า แม้ทางกระทรวงจะระบุว่าการสวมชุดลูกเสือเป็นเรื่องทางเลือกสำหรับผู้ที่ "ยังไม่พร้อม" แต่ในทางปฏิบัติจริง โรงเรียนต่างๆ ก็ยังคงกำหนดให้นักเรียนต้องแต่งกายด้วยชุดเต็มยศเพื่อเข้าร่วมพิธีการและกิจกรรมสำคัญต่างๆ ของโรงเรียนอยู่ดี

ครูผู้ฝึกสอนท่านนี้จึงเสนอแนะว่า กระทรวงศึกษาธิการควรเร่งกำหนดมาตรฐานการแต่งกายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันสำหรับทุกโรงเรียน พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า กิจการลูกเสือควรให้ความสำคัญกับการฝึกฝนทักษะต่างๆ มากกว่าการยึดติดอยู่กับรูปแบบของเครื่องแต่งกาย

News image

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้อนุมัติโครงการภายในประเทศใหม่จำนวน 6 โครงการ ซึ่งเสนอโดยนักลงทุนต่างชาติ โดยมีมูลค่ารวมเกือบหนึ่งล้านล้านบาท

นายณริศ ธรรมเกื้อกูล เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า โครงการลงทุนใหม่เหล่านี้ได้รับการอนุมัติในสัปดาห์นี้ ระหว่างการประชุมคณะกรรมการ BOI ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทรรภ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน

นายณริศกล่าวว่า บริษัท TikTok System (Thailand) จำกัด เป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงสุดในรายการที่ได้รับการอนุมัติ ตามมาด้วยโครงการศูนย์ข้อมูล (Data Center) อีก 3 โครงการ โดยเป็นโครงการของนักลงทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จำนวน 2 โครงการ และจากสหรัฐอเมริกาอีก 1 โครงการ

เรตส์จำนวน 2 โครงการ และจากสหรัฐอเมริกาอีก 1 โครงการ

เขายังระบุด้วยว่า โครงการใหม่ของ TikTok System ซึ่งเป็นการขยายระบบเซิร์ฟเวอร์และระบบจัดเก็บข้อมูล (Data Hosting) โดยจะมีการจัดตั้งแยกกันในพื้นที่กรุงเทพฯ จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดฉะเชิงเทรา จะช่วยยกระดับสถานะของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ โครงการฝึกอบรมด้านความรู้ความเข้าใจทางดิจิทัล (Digital Literacy) และด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องของบริษัทที่มีฐานอยู่ในประเทศจีนแห่งนี้ จะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติมให้กับผู้ประกอบการในท้องถิ่น พร้อมทั้งช่วยยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรด้านดิจิทัลภายในประเทศอีกด้วย

สำหรับโครงการอื่นๆ ที่ได้รับการอนุมัติใหม่นั้น ได้แก่ โครงการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลโดยบริษัท Procter & Gamble (P&G) ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย รวมถึงโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและการผลิตโพแทสเซียมคลอไรด์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เลขาธิการ BOI กล่าวว่า การลงทุนใหม่ในภาคส่วนดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงภายในประเทศเหล่านี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทย อีกทั้งยังช่วยสร้างงานที่มีมูลค่าสูง สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ และก่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยปูทางให้เศรษฐกิจภายในประเทศก้าวไปสู่การเป็นเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (BCG) ได้อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

นอกจากนี้ คณะกรรมการ BOI ยังได้อนุมัติโครงการลงทุนจากต่างประเทศที่ได้รับการคัดเลือกอีก 9 โครงการ ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 5.2 หมื่นล้านบาท เพื่อบรรจุเข้าสู่ระบบ "Thailand FastPass" ในรอบที่สอง โดยระบบดังกล่าวจะช่วยเร่งรัดกระบวนการพิจารณาและอนุมัติโครงการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น

News image

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของปีนี้ขึ้นเป็นร้อยละ 2.1 โดยอ้างถึงผลบวกที่อาจเกิดขึ้นจากพระราชกำหนดเงินกู้ของรัฐบาลวงเงิน 4 แสนล้านบาท พร้อมทั้งปัดตกข้อกังวลที่ว่าประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ Stagflation

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในวันนี้ว่า การประเมินสถานการณ์ล่าสุดของธนาคารกลางได้รวมเอาแผนการกู้เงินฉุกเฉินวงเงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลเข้ามาพิจารณาด้วยแล้ว

คาดว่าการอัดฉีดเม็ดเงินดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ราว 0.6% ส่งผลให้ตัวเลขการเติบโตของ GDP โดยรวมปรับตัวสูงขึ้นจากประมาณการเดิมที่ระดับ 1.5% ซึ่งการประมาณการเดิมนั้นอ้างอิงอยู่บนแผนการกู้เงินวงเงิน 3 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2027 ได้รับการปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 1.6% เมื่อเทียบกับประมาณการก่อนหน้านี้ที่ระดับ 2% โดยมีสาเหตุมาจากผลของฐานเปรียบเทียบที่สูงขึ้น (High Base Effect) อันเนื่องมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีปัจจุบันนี้

นายวิทัยกล่าวเสริมว่า “ในด้านภาวะเงินเฟ้อนั้น ธนาคารกลางคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 3.0% ถึง 3.1% ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ระดับ 2.9% และคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ระดับ 1.4% ในปี 2027 จากที่เคยประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 1.5%”

ผู้ว่าการ ธปท. ตั้งข้อสังเกตว่า อัตราเงินเฟ้อในเดือนเมษายน 2026 อยู่ที่ระดับ 2.89% ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ ธปท. ที่ว่า แม้ว่าอัตราเงินเฟ้ออาจปรับตัวสูงขึ้นไปแตะระดับ 4-5% ในบางเดือน แต่ก็จะค่อยๆ ปรับตัวลดลงและคลี่คลายลงได้ภายในช่วงไตรมาสที่สองของปีหน้า

เพื่อตอบข้อกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ นายวิทัยได้ปฏิเสธอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ได้กำลังเผชิญกับภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อควบคู่เศรษฐกิจซบเซา) ซึ่งเป็นภาวะที่โดดเด่นด้วยลักษณะของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่หยุดนิ่งควบคู่ไปกับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงและคงอยู่อย่างต่อเนื่องยาวนาน

“ตามนิยามแล้ว ภาวะ Stagflation จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจอยู่ในภาวะซบเซาหรือถดถอย ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานาน” นายวิทัยอธิบาย “แม้ว่าในขณะนี้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูง แต่เราคาดการณ์ว่ามันจะเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในช่วงไตรมาสที่สองของปีหน้า และเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อไม่ได้อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เราจึงไม่ได้อยู่ในสภาวะแวดล้อมแบบ Stagflation” เขากล่าวแสดงทัศนะ

เขากล่าวเสริมว่า แม้ว่า ธปท. จะยังคงติดตามความเสี่ยงต่างๆ อย่างใกล้ชิดควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก แต่ระดับอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยยังคงจัดอยู่ในเกณฑ์ระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ ซึ่งในขณะนี้กำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

News image

นายณันทพงศ์ เชื้อเลิศพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (TPSO) เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยในเดือนเมษายนปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.89 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันและอาหาร

เขากล่าวในวันนี้ว่า สงครามในตะวันออกกลางซึ่งนำไปสู่การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบขนส่งสาธารณะและดันให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงค่าบริการต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยระบุว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนมีนาคมปรับตัวลดลง 0.08% ส่งผลให้ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำเป็นอันดับสองในกลุ่มประเทศอาเซียน และเมื่อพิจารณาในกลุ่มเศรษฐกิจทั้งสิ้น 140 แห่ง ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำเป็นอันดับที่เก้า

สำหรับหมวดสินค้าที่มิใช่หมวดอาหารและเครื่องดื่มนั้น อัตราเงินเฟ้อในเดือนเมษายนปรับตัวสูงขึ้น 4.14% ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับขึ้นค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ ค่าเช่าที่อยู่อาศัย และค่าบริการทำความสะอาด

ในส่วนของหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น 0.98% เนื่องจากการปรับขึ้นราคาของสินค้าหลายรายการ อาทิ อาหารสำเร็จรูป ผักสด ไข่ไก่ ข้าว เนื้อไก่ กาแฟสำเร็จรูป น้ำดื่ม ปลา และสัตว์ทะเลชนิดต่างๆ

ดัชนีราคาผู้บริโภคในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายนของปีนี้ปรับตัวสูงขึ้น 0.32% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมีความเป็นไปได้สูงที่อัตราเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคมจะยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตามทิศทางราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี ภายหลังจากที่รัฐบาลได้เริ่มดำเนินมาตรการ "ไทยช่วยไทย" ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าปรับตัวลดลง

News image

กรมการค้าภายใน (DIT) ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ เพื่อบริหารจัดการปริมาณผลผลิตมะม่วงและลำไยที่ออกสู่ตลาดตามฤดูกาล โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันภาวะสินค้าล้นตลาดและรักษาเสถียรภาพของราคา

นายจิราวุธ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจังหวัดต่างๆ ในวันนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูกาลลำไยที่กำลังจะมาถึง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม 2526

เพื่อให้การรับมือเป็นไปอย่างเป็นระบบ ทางกรมฯ จึงได้จัดการหารือร่วมกับสมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่เชียงใหม่และลำพูน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินแนวโน้มปริมาณผลผลิต คุณภาพ และสถานการณ์ด้านราคา พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับจากการลงพื้นที่จริงเหล่านี้ จะถูกนำไปใช้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการลำไยให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

ข้อมูลจากกรมการค้าภายในระบุว่า ยุทธศาสตร์สำหรับการบริหารจัดการลำไยนั้น มุ่งเน้นไปที่การกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตเพื่อป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาดในพื้นที่ต้นทาง การเชื่อมโยงเกษตรกรเข้าสู่ตลาดที่มีศักยภาพสูง และการส่งเสริมการแปรรูปเพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต

นอกจากนี้ ทางกรมฯ ยังได้จัดการหารือร่วมกับสมาคมผู้ค้าผลไม้ภาคเหนือ และลงพื้นที่ตรวจสอบสวนมะม่วงขนาดใหญ่รวมถึงจุดรับซื้อผลผลิตในเขตอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นแหล่งผลิตมะม่วงที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ

วัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือเพื่อติดตามสถานะด้านการผลิตและการตลาดของมะม่วงสายพันธุ์หลักต่างๆ อาทิ พันธุ์น้ำดอกไม้, งาช้างแดง (Ivory), แดงจักรพรรดิ (Red Emperor) และ R2E2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความต้องการอย่างต่อเนื่องทั้งในตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก

ในส่วนของสถานการณ์มะม่วงในฤดูกาลปัจจุบัน นายจิราวุธรายงานว่า ขณะนี้การเก็บเกี่ยวผลผลิตกำลังดำเนินไปอย่างคึกคักเต็มที่

ในพื้นที่จังหวัดลำพูน ผลผลิตกว่าร้อยละ 50 ได้ถูกกระจายออกสู่ตลาดแล้ว ในขณะที่จังหวัดเชียงใหม่มีการกระจายผลผลิตออกไปแล้วประมาณร้อยละ 30–40 แม้ว่าปริมาณผลผลิตจะมีจำนวนมาก แต่ระดับราคายังคงอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ เนื่องจากมีความต้องการที่สม่ำเสมอสำหรับมะม่วงสายพันธุ์ยอดนิยมต่างๆ

เพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรเพิ่มเติม เมื่อเร็วๆ นี้ กรมการค้าภายในได้ประสานงานเพื่อรับซื้อมะม่วงเกรดพรีเมียม (Fancy) จำนวน 2 ตัน จากกลุ่มเกษตรกรในอำเภอบ้านโฮ่ง ในราคา 12 บาทต่อกิโลกรัม โดยมะม่วงชุดนี้จะถูกนำไปวางจำหน่ายที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต (Central Westgate) เพื่อช่วยกระตุ้นบรรยากาศการซื้อขายในตลาด

ทางกรมฯ ได้เน้นย้ำว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงการบริหารจัดการปริมาณผลผลิตและการบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน

นายจิราวุธยังได้กล่าวเสริมว่า ก่อนหน้านี้ทางกรมการค้าภายในได้ให้ความช่วยเหลือในการรับซื้อมะม่วงจากจังหวัดพิษณุโลกและพิจิตรไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น 3,250 ตัน ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ "ทางกรมกำลังจัดเตรียมมาตรการเพื่อป้องกันภาวะสินค้าล้นตลาดและรักษาเสถียรภาพด้านราคา" นายจิราวุธกล่าว

เกษตรกรที่ต้องการความช่วยเหลือในการกระจายผลผลิต สามารถติดต่อสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ หรือติดต่อกรมการค้าภายใน (DIT) โดยตรง เพื่อให้ได้รับการประสานงานเชื่อมโยงกับคู่ค้าผู้รับซื้อ

การคำนวณเงินกู้ที่คาดหวัง

บาทไทย 250,000
10000 500000
บาทไทย
%
ผลการคำนวณนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
ยอดชำระรายเดือนโดยประมาณ
บาทไทย 0
วงเงินกู้ทั้งหมด
บาทไทย ---
ดอกเบี้ยรวม
บาทไทย ---

จำนวนเงินที่ต้องชำระคืนทั้งหมด บาทไทย ---